ใคร ๆ ก็อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองครับ ผมก็เช่นกัน
 
แต่การจะเริ่มทำธุรกิจอะไรสักอย่างมันก็ต้องมีเงินทุนครับ ซึ่งกว่าจะเก็บเงินทุนกันได้อาจจะไม่อยากทำธุรกิจของตัวเองแล้วก็ได้ ช่วงนี้เลยมีเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงในการทำธุรกิจ แบบไม่เน้นลงเงิน เน้นลงแรงแล้วไปหาเงินจากนักลงทุน เรียกว่า Startup ครับ
 
สำหรับใครยังไม่รู้ว่า Startup คืออะไร สามารถไปอ่านบทความอธิบายสั้น ๆ ง่าย ๆ ได้ใจความ คลิกลิงค์ด้านล่างเลยครับ
 
บทความนี้ผมเรียบเรียงมาจาก Harvard Business Review, May 2013 ครับ เป็นนิตยสารรายเดือนที่รวมบทความเกี่ยวกับ Business ที่น่าสนใจ ซึ่งเล่มนี้เขียนเกี่ยวกับการทำ Startup โดยเฉพาะเลยครับ ท่านใดสนใจไปหาซื้อมาอ่านกันได้ครับ

HBR Global Editions Harvard Business Publishing: For Educators | For Corporate Buyers | Visit Harvard Business School HBR Brazil HBR China HBR Germany HBR Israel HBR Italy HBR Japan HBR Poland HBR...

hbr.org
external link
การทำ Startup แบบทั่วไป จะเป็นการคิด Product > สร้าง Product ที่สมบูรณ์ > เอาไปเทสกับลูกค้า > เสนอนักลงทุน ครับ ซึ่ง Model แบบเก่านี้ จากข้อมูลที่รวบรวมมาทำให้พบว่า 75% ของ Startup ล่ม
 
เป็นตัวเลขที่น่าตกใจใช่มั้ยครับ? อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้มีผู้คิดค้น Model ใหม่ที่เรียกว่า Lean Startup ซึ่งได้ช่วยลด % การล่มของ Startup และในปัจจุบันโรงเรียนสอนบริหารในต่างประเทศทั้งหลายก็ได้นำเรื่องของ Lean Startup ไปสอนในหลักสูตรด้วยครับ

Lean Startup คืออะไร

Lean Startup เป็น Model การทำธุรกิจ Startup ที่แตกต่างจากการทำ Startup แบบเก่า ซึ่งจะเน้นความเร็วในการพัฒนา และการพัฒนา Product ที่ตรงใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากที่สุด
 
แทนที่ Lean Startup จะสร้าง Product ที่สมบูรณ์ก่อนเอาไปเทสกับลูกค้าเหมือนวิธีเก่า เราจะคิดไอเดียแล้วเริ่มคุยกับลูกค้าเป้าหมายให้เยอะที่สุด เพื่อดูว่าไอเดียของเรามีคนอยากซื้อมากน้อยแค่ไหน
 
ถ้าไอเดียของเราไม่เวิร์ค การคุยกับลูกค้าอาจทำให้เราได้ไอเดียใหม่ หรือได้กลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น และส่งผลให้เราเปลี่ยนไอเดียของเราไปในจุดที่กลุ่มลูกค้าต้องการจริง ๆ (เรียกการเปลี่ยนไอเดียนี้ว่า Pivoting)
 
ตัวอย่างการทำ Pivoting มีนักศึกษา 2 คนคิดอยากจะทำหุ่นยนต์สำหรับช่วยตัดหญ้า ซึ่งหลังจากได้ไอเดียก็เข้าไปพูดคุยกับกลุ่มลูกค้าหลายกลุ่ม จนทำให้รู้ว่า กลุ่มลูกค้าสนามกอล์ฟไม่ค่อยสนใจมากนัก ส่วนคนที่สนใจคือชาวไร่ชาวนาที่อยากได้เครื่องมากำจัดวัชพืช กลุ่มนี้จึงเปลี่ยนเป้าหมายมาทำหุ่นยนต์กำจัดวัชพืช พวกเขานำไปเสนอนักลงทุนจนได้เงินลงทุนมา 3 ล้านเหรียญสหรัฐ และสร้างหุ่นยนต์เสร็จใน 9 เดือน

รู้จักกับ Minimum Viable Product 

อีกเทคนิคที่ทำให้แนวคิด Lean Startup สร้าง Product ไปเสนอนักลงทุนได้เร็วมากขึ้น คือการเลือกที่จะทำ MVP หรือ Minimum Viable Product ครับ
 
MVP คือ เวอร์ชั่นของ Product ที่มีเฉพาะฟีเจอร์สำคัญ ๆ ซึ่งจะทำให้เราเก็บข้อมูลจากลูกค้าได้ง่ายขึ้นเกี่ยวกับ feedback ในการใช้ Product ของเรา โดยการทำ MVP จะใช้เวลาน้อยกว่าการทำ Product ที่สมบูรณ์เพื่อไปทดสอบกับลูกค้า
 
ตัวอย่างการทำ MVP มีคนอยากทำเว็บไซต์ขายรองเท้าออนไลน์แห่งหนึ่ง แต่อยากรู้ว่ามีคนสนใจมั้ย ซึ่งแทนที่เค้าจะสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาแล้วอัพข้อมูลสินค้าเข้าไปเยอะ ๆ เค้าเลือกที่จะเดินไปร้านขายรองเท้าใกล้บ้าน ถ่ายรูปสินค้าเอามาขึ้นเว็บ แล้วพอมีลูกค้าสั่ง เค้าก็เดินไปซื้อจากร้านในราคาเต็มมาให้ หลังจากรู้ว่ามีลูกค้าสนใจในตลาดขายรองเท้าออนไลน์ เค้าก็เปิดเว็บขายรองเท้าขึ้นมา จนตอนนี้กลายเป็นธุรกิจระดับพันล้านเหรียญสหรัฐไปแล้ว
 
(ตัวอย่างมาจาก Wikipedia > Lean Startup > MVP ครับ)
 

Lean Startup From Wikipedia, the free encyclopedia Jump to: navigation, search "Lean Startup" is an approach for launching businesses and products, that relies on validated learning, scientific ex...

3 หัวใจสำคัญของ Lean Startup

1) แทนที่จะใช้เวลาร่าง Business Plan + วางแผนผลกำไร 5 ปี เจ้าของ Lean Startup จะนำแผนธุรกิจของตัวเองมาใส่ในตารางที่เรียกว่า Business Model Canvas ซึ่งจะทำให้เห็นภาพรวมคร่าว ๆ ของธุรกิจของเรา กลุ่มลูกค้า รายรับ รายจ่าย และอื่น ๆ ครับ
 
ท่านใดอยากรู้ว่า Business Model Canvas เป็นอย่างไร ลองดูวีดิโอ 2 นาทีอธิบายด้านล่างได้เลยครับ

A 2 minute overview of the Business Model Canvas, a tool for visionaries, game changers, and challengers. This method from the bestselling management book Business Model Generation is applied in leading organizations and start-ups worldwide. Find out more at http://www.businessmodelgeneration.com

2) Lean Startup ใช้สิ่งที่เรียกว่า Customer Development ในการเข้าหาลูกค้า เพื่อทดสอบว่าไอเดียของเค้าขายได้มั้ย ซึ่งเป็นการออกไปพูดคุยกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย รวมถึงพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ เกี่ยวกับตัว Product ของเรา โดยจะพูดคุยในทุกด้าน ตั้งแต่ราคา, ฟีเจอร์, ช่องทางการขาย ฯลฯ
 
สิ่งสำคัญใน Lean Startup คือ "ความรวดเร็ว" เจ้าของธุรกิจจะไปพูดคุย เก็บข้อมูล เพื่อนำมาทำ MVP แล้วนำ MVP ไปพูดคุย เก็บข้อมูล ทำซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนได้ Product ที่น่าพึงพอใจ ซึ่งแน่นอนว่าการเปลี่ยนไอเดีย (Pivoting) จะเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ไ่ด้ โดย Startup ทั่วไปเฉลี่ยการทำ Pivoting อยู่ที่ 1.2 ครั้ง
 
3) Lean Startup ใช้การพัฒนาแบบ Agile Development แทนการพัฒนาจน Product เสร็จ แล้วจึงนำไปเสนอลูกค้า ซึ่งการพัฒนาแบบนี้จะต้องทำควบคู่ไปกับ Customer Development ด้วย
 
นั่นคือ เค้าจะเริ่มจากการทำ MVP ออกมาก่อน แล้วค่อย ๆ พัฒนาฟีเจอร์เติมเข้าไปมากขึ้น ซึ่งจะช่วยตัดเวลาในการพัฒนาสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปในช่วงแรก รับ Feedback จากกลุ่มลูกค้าได้เร็ว และทำให้เราตัดสินใจ Pivoting ได้เร็วขึ้นในกรณีที่ไอเดียของเราไม่เวิร์ค
-------------------------------
 
ขอจบเรื่อง Lean Startup แต่เพียงเท่านี้นะครับ หากท่านใดมีข้อมูลที่น่าสนใจจะมาร่วมแชร์ก็ยินดีมากครับ ผมเองค่อนข้างใหม่ในเรื่อง Startup ครับ

Code Here.